Skip to main content Scroll Top

ประเพณีหมอนอิงสุดพิเศษจากทั่วโลก

หมอนอิงและหมอนอาจดูเหมือนเป็นเพียงของตกแต่งบ้านธรรมดา ๆ แต่ถ้ามองไปรอบโลกแล้ว คุณจะพบว่ามันมีบทบาทที่มากกว่าความสบาย ตั้งแต่การลอยว่อนในสนามซูโม ไปจนถึงการเป็นไอเท็มดีไซน์ที่สะดุดตา หมอนนุ่ม ๆ เหล่านี้ต่างมีเรื่องราวน่าทึ่งซ่อนอยู่ในทุกรอยเย็บ ประเพณีหมอนอิงจากทั่วโลกเผยให้เห็นว่าหมอนเหล่านี้ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรม พิธีกรรม และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมจะสำรวจโลกของประเพณีนุ่ม ๆ ที่แปลก สนุก และบางทีก็ศักดิ์สิทธิ์กันหรือยัง? ถ้าพร้อมแล้ว มาดำดิ่งไปในโลกอันน่าทึ่งของหมอนอิงและหมอนจากรอบโลกไปด้วยกันเลย

ประเพณีหมอนอิงสุดพิเศษจากทั่วโลก

ก่อนที่เราจะออกเดินทางสำรวจประเพณีหมอนอิงจากทั่วโลก…

ลองแวะพักกับสองเรื่องราวที่เราทุกคนคุ้นเคยกันดี เรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าหมอนและหมอนอิงไม่ใช่แค่ของตกแต่งธรรมดา ๆ

Pillow Talk – บทสนทนาบนหมอน – คำว่า “pillow talk” หมายถึงการพูดคุยอย่างนุ่มนวลและใกล้ชิดบนเตียง มักเกิดขึ้นในยามดึกตอนไม่มีใครรบกวน มานานหลายศตวรรษแล้วที่หมอนเป็นเสมือนพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการผ่อนคลายและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่เพื่อพักผ่อน แต่เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ในทุกค่ำคืนด้วย

ปริศนารีโมตหาย –  ทุกคนคงเคยเจอมาแล้ว อยู่ดี ๆ ก็นั่งสบายบนโซฟา แต่พอจะเปลี่ยนช่องทีวี กลับต้องทิ้งตัวลงไปคุ้ยหารีโมตระหว่างหมอนอิงแบบหมดหวัง หมอนอิงบนโซฟาทั่วโลกคือแชมป์ไม่เป็นทางการของเกมซ่อนหา กลืนเหรียญ ขนมปัง และของจุกจิกไปมากมาย… ปัญหากวนใจที่เราต่างก็เข้าใจดี และแอบรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

วัฒนธรรมหมอนอิงในประเทศไทย

ที่ NexusHome เราภูมิใจที่ได้เป็น “หมอนอิงของคนไทย” ดังนั้นก่อนจะออกเดินทางไปสำรวจประเพณีหมอนอิงจากทั่วโลก มาลองเริ่มกันที่สิ่งใกล้ตัวที่สุด — บ้านของเราเอง

หมอนสามเหลี่ยมถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมไทย มักพบได้ในบ้านแบบดั้งเดิม ร้านนวด และวัด หมอนชนิดนี้พับได้ แข็งพอประมาณ และมักทำด้วยมือจากนุ่นธรรมชาติ เหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน ทำสมาธิ หรืองีบบนพื้น สะท้อนถึงวิถีชีวิตไทยที่ให้คุณค่ากับความสบาย ความเรียบง่าย และการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ

เกร็ดน่ารู้คือ หมอนสามเหลี่ยมจำนวนมากยังคงผลิตในหมู่บ้านชนบท โดยใช้เทคนิคการทำดั้งเดิมที่ถ่ายทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

บ้านไทยส่วนใหญ่มีโต๊ะเตี้ย เสื่อ หรือพื้นไม้เป็นที่นั่ง หมอนอิงจึงถูกใช้เป็นตัวช่วย ทั้งเพื่อพิงหลัง เพิ่มความสุภาพ หรือเสริมความสบาย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารกับครอบครัว หรือการใช้เวลาอย่างสงบในวัด การนั่งกับพื้นพร้อมหมอนอิงจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการต้อนรับแบบไทย

ในวัฒนธรรมไทย การนั่งต่ำกว่าผู้ใหญ่หรือพระสงฆ์ถือเป็นการแสดงความเคารพ หมอนอิงช่วยให้ผู้คนนั่งได้อย่างสบาย พร้อมทั้งยังคงปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมได้อย่างเหมาะสม แสดงให้เห็นว่าหมอนไม่ใช่เพียงของใช้ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานทั้งความสบายและความเคารพเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ไม่แปลกใจเลยที่ NexusHome หลงใหลในหมอนอิง และตั้งใจสืบสานแรงบันดาลใจนี้ในแบบร่วมสมัย เพื่อให้หมอนอิงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของบ้านไทยในทุกยุคทุกสมัย

หมอนอิงไม่ได้มีไว้แค่ใช้งาน แต่ยังเป็นแฟชั่นได้ด้วย ต้องยอมรับว่าคนไทยชอบการถ่ายรูปเซลฟี่ และหมอนอิงก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าถ่ายรูปมากขึ้น คาเฟ่ ร้านสปา และบูติกในไทยมักเลือกใช้หมอนอิงสีสันสดใสเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่ง เพื่อให้ได้ภาพเช็กอินหรือเซลฟี่ที่สวยโดนใจ จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่เหมาะสำหรับลงอินสตาแกรมอย่างแท้จริง ธุรกิจต่าง ๆ ตั้งใจเลือกหมอนอิงที่มีดีไซน์เก๋และสีสันสะดุดตา เพื่อเพิ่มเสน่ห์และดึงดูดความสนใจในโลกโซเชียล

ที่ญี่ปุ่น การชมซูโมไม่ได้เงียบขรึมเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อยอดนักมวยปล้ำพ่ายแพ้ แฟน ๆ ในสนามแข่งขันมักจะโยน ซะบูตอน (Zabuton – หมอนอิงแบนสำหรับนั่งกับพื้น) ขึ้นไปในอากาศและลงสู่เวที เพื่อแสดงถึงความตกตะลึงและตื่นเต้น มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เต็มไปด้วยอารมณ์ และถือเป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นโดยแท้ ใครจะไปคิดว่าหมอนอิงธรรมดา ๆ จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของผู้ท้าชิงได้!

ย้อนกลับไปในทศวรรษ 60s และ 70s หมอนอิงหลากสีที่วางกับพื้นไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งบ้าน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ขบวนการฮิปปี้นำหมอนอิงมาใช้เป็นที่นั่งรวมกลุ่ม ทำสมาธิ หรือพักผ่อนในวงตีกลองและวงสนทนา ปลอกหมอนที่ตกแต่งด้วยลาย tie-dye paisley หรือ mandala กลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว และการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลาย เรียบง่าย และใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น

ในฝรั่งเศสยุคประวัติศาสตร์ หมอนอิงไม่ได้เป็นของที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้ แต่กลับเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะทางสังคม หากคุณมีโอกาสได้คุกเข่าบนหมอนระหว่างพิธีในโบสถ์หลวง (โดยเฉพาะตำแหน่งด้านหลังพระมหากษัตริย์) นั่นหมายความว่าคุณมีฐานันดรสูงส่ง สิทธิพิเศษอันนุ่มนวลนี้ถูกสงวนไว้สำหรับชนชั้นสูง และยังสะท้อน “ชั้นทางสังคม” ได้อย่างชัดเจนผ่านความนุ่มสบายที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้

ต้องยกให้กับความคิดสร้างสรรค์แบบอิตาลี ที่สามารถเปลี่ยนของเล่นแกล้งเพื่อนให้กลายเป็นเครื่องมือประท้วงได้ ที่งาน Salone del Mobile เมืองมิลาน นักออกแบบ Nikolas Gregory แจก whoopee cushions ที่ติดป้ายว่า “f art” ให้ผู้เข้าชมนำไปวางบนเฟอร์นิเจอร์ที่พวกเขาคิดว่าไร้แรงบันดาลใจ มันทั้งกวน ทั้งกล้า และยังมอบความหมายใหม่ให้กับคำว่า “pillow commentary” อย่างสนุกสนาน

ในสมัยจีนโบราณ ความสบายอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะหมอนที่ใช้กันจริง ๆ ทำมาจากเซรามิก ไม้ไผ่ หรือไม้ โดยเชื่อกันว่าช่วยปกป้อง ชี่ (qi – พลังชีวิต) และส่งเสริมสุขภาพ หมอนแข็งเหล่านี้มักถูกตกแต่งอย่างประณีต สะท้อนถึงความใส่ใจด้านสุขภาวะมากกว่าความหรูหรา จะเรียกว่าเป็น beauty sleep ในแบบโบราณก็คงไม่ผิด!

ในบางประเพณีแต่งงานของชาวนอร์ดิก เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้รับ “หมอนแห่งความฝัน” ที่บรรจุสมุนไพรอย่างเมล็ดแฟลกซ์หรือฮ็อพส์ เชื่อกันว่าจะช่วยปัดเป่าฝันร้ายและมอบความฝันหวาน ๆ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่งดงามในการเริ่มต้นชีวิตคู่ ด้วยการพักผ่อน ความสงบ และเสน่ห์เล็ก ๆ จากตำนานพื้นบ้าน

จากเครื่องประกอบพิธี ไปจนถึงงานออกแบบและเกร็ดวัฒนธรรมแปลก ๆ หมอนอิงและหมอนจากทั่วโลกได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ถักทอเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณเขย่าหมอนให้นุ่มขึ้น หรือโยนมันลงบนโซฟา ลองนึกดูสิ… คุณกำลังโอบกอดชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของประวัติศาสตร์ ประเพณี และบางทีอาจรวมถึง “รีโมตที่หายไป” ด้วยก็ได้

Leave a comment